Thursday, September 20, 2012

เจ้าสัว ดร.เทียม โชควัฒนา_ข้อคิด ปรัชญาการทำงาน การดำเนินชีวิต และ เส้นทางชีวิต (ประวัติ) ผู้ก่อตั้ง บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด..."เพียงเมื่อท่านหยุดก้าว...ท่านก็เริ่มถอยหลังแล้ว"


 ข้อคิด ปรัชญาการทำงาน การดำเนินชีวิต และ

เส้นทางชีวิต (ประวัติ) ของ

เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา

ผู้ก่อตั้ง บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด

----------------

"When you stop advancing, you've already begun to retreat."

"เพียงเมื่อท่านหยุดก้าว...ท่านก็เริ่มถอยหลังแล้ว"

...เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา... 


ด้านล่าง เป็นบทความดังต่อไปนี้

1. เส้นทางชีวิตของผู้เริ่มต้นจากศูนย์ ของ ดร. เทียม โชควัฒนา

2. ปรัชญาการทำงาน และการดำเนินชีวิต ของเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา

3. ประวัติ ความเป็นมาของ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

4. เกี่ยวกับเครือสหพัฒน์ และบริษัทในเครือสหพัฒนพิบูล

----------------

1. เส้นทางชีวิตของผู้เริ่มต้นจากศูนย์ ของ...

ดร.เทียม โชควัฒนา       

วัยเด็ก

นายเทียม  โชควัฒนา
เกิดวันที่  14  มกราคม  2459
บิดาชื่อ   นายฮกเปี้ยว 

มารดาชื่อ   นางสอน

พ่อ ของนายเทียม จะมีพี่น้องร่วมท้อง 7 คน  และญาติห่างๆอีกหลายสิบคน  พวกเขาส่วนใหญ่จะช่วยกันทำงาน  และอาศัยอยู่ในร้านเปียวฮะ  ซึ่งร้านนี้เป็นร้านของพ่อของเขา  และกิจการนี้จะทำการค้าเกี่ยวกับสินค้าประเภท  น้ำตาล  แป้ง  และนม

ในตอนนั้นสภาพทางการค้าของครอบครัวจะเล็กมาก  พ่อของเขาจะต้องไปซื้อของที่ตลาดทรงวาด และร้านที่ตลาดทรงวาดก็จะสั่งสินค้าโดยตรงจากสิงคโปร์  ฮ่องกง  และซัวเถาอีกทอดหนึ่ง  และทางร้านจะมีอาของนายเทียมทำหน้าที่หลงจู๊  ได้รับเงินเดือนๆ ละ 30 บาท  แต่ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง

ค่าใช้จ่ายในตอนนั้นแต่ละเดือนตกประมาณเดือนละ 800 บาท หากเดือนไหนค้าขายได้กำไรถึง 1,000 บาท ทั้งครอบครัวจะดีอกดีใจกันยกใหญ่

เมื่อ นายเทียม อายุ 12-13 ปี  กลับจากโรงเรียนในตอน 4 โมงเย็น งานประจำของเขา  คือไปรับยาเส้นจากบริษัทจำหน่ายบุหรี่มาให้แม่นั่งมวนบุหรี่  และตัวเขาก็ต้องช่วยมวนจนถึง 6 โมงเย็นจึงจะกินข้าวได้  แต่ในบางครั้งก็ทำติดพันจนถึง 2 ทุ่ม  แต่รายได้จากการนั่งมวนบุหรี่นี้จะได้รับในตอนสิ้นปี  ซึ่งจะได้ประมาณ 300 บาท  แต่เมื่อได้รับเงินแล้ว  แม่ของเราก็มักจะนำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญช่วย
การ กุศลตามวัดวาอารามต่างๆ  ซึ่งเขาเคยทักท้วงแม่ว่า “เรานั่งมวนบุหรี่กันทั้งปี แทนที่จะเอาเงินไปแสวงหาความสุข  แต่แม่กลับเอาไปทำบุญเสีย  แบบนี้เราจะมวนบุหรี่ให้เหนื่อยทำไม ”  แต่แม่ของเขากลับสอนว่า  “ลูกเอ๋ย ที่แม่ทำบุญก็เพื่อที่จะสร้างสมบุญกุศลเอาไว้ให้แก่ลูกแก่หลานในวันข้าง หน้าต่างหาก  ลูกอย่าได้เสียดายไปเลย”  แต่ต่อมาในภายหลังเขาก็พบว่า  อิทธิพลของแม่ในเรื่องนี้มีผลต่อความคิดของเขาในเวลาต่อมา  แม้ว่าเขาจะพิสูจน์ไม่ได้ว่า  บุญกุศลมีจริงหรือไม่  แต่มันก็มีผลทำให้เขาดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต  และด้วยจิตใจอันเปิดกว้าง เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ส่วนพ่อของเขา  มักจะพูดกับเขาเป็นประจำในเรื่องของการค้า พ่อเขามักพูดว่า  “ธรรมดา การค้ามันขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอน  ตอนมีเงินเราอาจนำเงินไปซื้อที่นาและทรัพย์สิน  แต่พอการค้าขาดทุน เราก็ต้องขายที่นาและทรัพย์สินอื่นๆมาใช้หนี้  วนเวียนอยู่อย่างนี้”  ดังนั้นพ่อของเขาจะรอบคอบในเรื่องของเงินทองเสมอ  เวลาที่ลูกค้านำเงินมาชำระหนี้หรือเมื่อเก็บเงินหน้าร้านได้ 1 – 2 พันบาท พ่อของเขาก็จะรีบนำเงินไปฝากธนาคารทันที แต่หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ หากมีลูกค้านำเงินมาชำระเกินกว่า 5 พันบาทขึ้นไป  พ่อของเขาก็จะอยู่ใสภาพอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด  ถึงกับต้องนอนเฝ้าหน้าเซฟ เพราะเกรงว่าคนจะมาขโมย  และหากเงินเป็นหมื่นๆแล้ว พ่อของเขายิ่งกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว ต้องสั่งเด็กทั้งร้านไม่ให้นอน  เพื่อเป็นเพื่อนคอยเฝ้าเซฟ 

นอกจากเรื่องการค้า เงินทองแล้ว  พ่อของเขายังย้ำเตือนเสมอว่า “เกิดเป็นลูกผู้ชายจะต้องรักษาสัจวาจา เมื่อจะทำการสิ่งใด  และหากไปรับปากกับใครเขาแล้ว  ก็ต้องทำให้ได้ตามที่พูด  หากเห็นว่าทำไม่ได้  ก็อย่าไปรับปากเขาเป็นอันขาด” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขาซึมซับมาจากพ่อเป็นอย่างมาก  ดังจะเห็นได้จาก เมื่อเขาได้ทำการค้าของตัวเองแล้ว  เมื่อถึงกำหนดชำระเงินแล้วพบว่าตัวเองไม่มีเงินจ่าย ตัวเขาจะกระวนกระวาย วิตกกังวลใจถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือหากมีเงินติดบ้านอยู่มากๆก็จะกระวนกระวายใจเช่นเดียวกัน

ในขณะที่เขายังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเผยอิงอยู่นั้น เขาจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยขอเงินพ่อไปซื้อกระดาษเพื่อมาหัดวาดรูป แต่พ่อของเขากลับตัดบทว่า “การเขียนรูปไม่สามารถทำให้ท้องอิ่ม สู้เอาเวลาไปทำงานเสียดีกว่า ”  หรือแม้แต่การไปหัดร้องเพลง เล่นดนตรี ก็เช่นเดียวกัน พ่อของเขาจะมองว่ามันเป็นการทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์  และอีกครั้งหนึ่งที่เขาขอพ่อไปออกกำลังกายกับเพื่อนๆ พ่อของเขาก็ตอบว่า “ถ้าอยากจะออกกำลังกาย ก็ไปใช้แรงที่โกดังเสีย มีนม มีแป้ง ที่จะต้องจัดอีกเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังไม่ต้องเสียเงินเสียทองอีกด้วย ”  แต่หากตัวเขาเอาเวลาไปช่วยขนของที่โกดัง แทนที่จะไปวิ่งเล่นสนุกกับเพื่อนๆ พ่อของเขาก็จะแสดงความดีใจเป็นอย่างมาก และจะพร่ำพูดไม่ขาดปากว่า “คนเราถ้ามีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว เราไม่ต้องกลัวอดตาย  ดูสิคนแข็งแรงอย่างแกนี่ ถึงยังไงก็สามารถทำงานเป็นกุลีได้ ”

ก่อนการก่อตั้งธุรกิจ

 
นับตั้งแต่ปี 2470 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของโลกประสบวิกฤตและเสื่อมทรุดลงอย่าง
ร้าย แรง จากนั้นก็ค่อยๆส่งผลกระทบเข้ามายังประเทศของเราหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นเป็น ลำดับ และการที่ประเทศของเราเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  จึงทำให้เกิดการขายสินค้าแบบผ่อนส่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ปี 2474 เขามีอายุ 15  ปี ตอนนั้นทางบ้านหารายได้ไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว  เขาจึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยทางบ้านค้าขาย แต่เนื่องจากเขาเป็นคนมีความรู้น้อย เขาจึงต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่พนักงานขายไปจนถึงกุลีและจับกัง เขาต้องทำงานแต่ละอย่างด้วยความทรหดอดทน ทั้งยังต้องคอยปลุกปลอบให้กำลังใจตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วยว่า “ในเมื่อเราเป็นคนมีความรู้น้อย เราจะต้องไม่ย่อท้อ และในเมื่อเราไม่มีพื้นฐานทางการเงิน เราก็ไม่อาจเกี่ยงงานในทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้”

ดังนั้น วันทั้งวัน สัปดาห์ทั้งสัปดาห์ เดือนทั้งเดือน เขาจึงมุมานะทำงานหนัก ตรากตรำอยู่กับงาน และครุ่นคิดเสมือนเป็นการเตือนใจของตนเอง “วันนี้ เราทำงานอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ถ้ายังก็จะต้องทำอย่างเต็มที่”  และจากการที่เขาทุ่มเทกำลังทำงานอย่างหนักและอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป สิ่งเหล่านี้จึงได้กลายไปเป็นพื้นฐานและเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่สำคัญของเขา

ในตอนแรกที่ลาออกจากโรงเรียน มาทำงานที่ร้าน เปียวฮะ พ่อเขาได้ให้เงินเดือนเขา เดือนละ 6 บาท แต่อีก 6 เดือนต่อมา เขาได้เพิ่มเป็นเดือนละ 12 บาท และต่อมาก็ได้เพิ่มเป็น 16 บาท จนวันหนึ่ง พ่อของเขาประกาศว่า หากลูกหลานคนใดสามารถแบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัมได้  ถือว่าจบปริญญา ก็จะให้เงินเดือนเพิ่มเป็นเดือนละ 22 บาท ซึ่งในตอนนั้น ในบรรดาลูกๆหลานๆ มีเขาเพียงคนเดียวที่แบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัมได้

แม้จะเป็นร้านของพ่อเขา  แต่ด้วยความที่พ่อเป็นคนซื่อ  รักพี่รักน้อง  ดังนั้นอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจกลับตกเป็นของหลงจู๊  ผู้ซึ่งเป็นอาของเขา  ซึ่งทำให้ในช่วงที่เขาทำงานในร้านเปียวฮะนั้นเขาก็มักจะถูกบรรดาอาๆ และพี่ๆน้องๆ คนอื่นรังแกอย่างไม่เป็นธรรมอยู่เนืองๆ  และบางทีก็ถูกอาบางคนพูดสบประมาทเขาอย่างไม่เกรงใจว่า “คนอย่างแกไม่ได้ความ  ถึงแม้จะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็คงจะไม่มีปัญญา  แม้กระทั่งจะหาเงินมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้”  และการที่เขาต้องออกจากโรงเรียนทั้งๆที่เขาเป็นลูกเจ้าของร้าน ในขณะที่ลูกอาคนอื่นๆได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนดีๆ และบางคนยังได้มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย ดังนั้นลึกๆเขาจึงความรู้สึกเกลียด โกรธแค้น  บรรดา พี่ๆ น้องๆเหล่านั้น  ทำให้เขาเฝ้าครุ่นคิดถึงวิธีแก้แค้นพวกเขาอยู่ตลอดเวลา  แต่เมื่อเขาคิดไปคิดมา ก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าหากเราลงมือทำอะไรเขาลงไปในลักษณะอาฆาตแค้นแล้ว  ทางฝ่ายเขาก็คงจะเจ็บแค้นและหาหนทางวิธีการแก้แค้นกลับคืนอย่างแน่นอน  ซึ่งจะทำให้ทั้งเราทั้งเขาเสียหายทั้งคู่  ไม่เห็นได้อะไรเลย

ด้วยการ ที่เขาคิดแบบนี้ได้ดังนั้นเขาจึงหาวิธีดับแค้น  โดยการแปรความแค้นนั้นให้เป็นพลังใจในการต่อสู้ทำงานอย่างหนักและแสวงหา โอกาสในการศึกษาหาความรู้มาใส่ตัว  โดยหวังว่าหากตนเองมีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นชีวิตความเป็นอยู่ก็อาจจะดีขึ้น ด้วย  ดังนั้นเขาจึงขอพ่อไปเรียนหนังสือภาคค่ำในเวลาต่อมา

ระหว่างที่เรียนหนังสือภาคค่ำนั้น ด้วยความที่ตัวเขาอยากเรียนหนังสือด้วยแล้ว และประกอบกับความรักในตัวครูที่ผู้สอนด้วยแล้ว ทำให้เขาเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆมาอย่างมากมาย และหนึ่งในสิ่งที่ครูสอนนั้น เขาได้นำมายึดเป็นหลักการทำงานประจำใจของเขาเลยก็คือ หลักการทำงาน “เร็ว ช้า หนัก เบา  โดยเขาได้นำหลักการนี้มาประยุกต์ในเรื่องของการมอบหมายงานให้เหมาะกับคน โดยเขาจะพิจารณาก่อนว่าคนแต่ละคนมีความสามารถที่จะทำงานหนึ่งๆ ได้เร็ว ช้า หนัก เบา อย่างไร แล้วค่อยตัดสินใจมอบหมายงาน

การแสวงหาความรู้ของนายเทียม ไม่เพียงแต่จะใช้โอกาสจากการเล่าเรียนภาคค่ำ เท่านั้น  แต่เขายังใช้วิธีการสังเกต  และจดจำวิธีการของคนอื่นๆ  และการพยายามหาประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างของงานที่เขาทำ  อย่างเช่นการทำงานที่ร้าน เปียวฮะ 

  • การที่เขาเป็นเด็กรับใช้ เวลาที่แขกมาที่ร้านเขาก็ต้องทำการต้อนรับแขกเหล่านั้น ซึ่งเขาก็ใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักกับแขกเหล่านั้น เพื่อประโยชน์ในอนาคต

  • เมื่อมีคนมาซื้อสินค้า เช่นน้ำตาล เขาก็พบกับความแปลกใจว่า ที่ร้านของเขานั้น จะขายน้ำตาลให้กับลูกค้าแต่ละคนในระดับราคาที่ไม่เท่ากัน ด้วยความสงสัยเขาก็ทำการเฝ้าสังเกต และจะแอบคาดคะเนราคาก่อนเสมอ ซึ่งแรกๆเขาก็คาดคะเนราคาผิดพลาด จนเขามีโอกาสถามพี่ชายเขาว่า มีหลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจว่าคนไหน ควรจะขายเท่าไหน ซึ่งพี่ชายเขาก็อธิบายว่า “การที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนไม่เท่ากันนั้น เราจะต้องดูว่า ลูกค้าคนนั้น ซื้อมากซื้อน้อยขนาดไหน จ่ายเงินสด หรือ ติดไว้ก่อน หรือ ฐานะทางการเงินของลูกค้าคนนั้น ดีหรือไม่ดี หรือ ดูว่าทางร้านเราตอนนี้กำลังขาดเงินหมุนเวียนหรือไม่ ถ้าขาดเราก็ต้องขายถูกๆ เพื่อจะได้ขายได้เร็วๆ หรือบางทีร้านของเราเหลือสินค้า อยู่น้อย เราก็ไม่จำเป็นต้องขายถูกก็ได้  เมื่อเขาได้รู้หลักเกณฑ์ในการคิดแล้ว เขาก็จะทำการฝึกฝนคาดคะเนราคาขายต่ออีก จนอีก  6-7 เดือนต่อมา เขาก็สามารถคาดคะเนราคาได้ตรงกับที่พี่ชายเขาขาย


หลังจากที่เขา สามารถคาดคะเนราคาขายได้ถูกต้องแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี เขาจึงได้เสนอกับทางร้านว่า ถ้าหากเรารอลูกค้ามาซื้อที่ร้าน ร้านเราก็จะขายได้แต่กับลูกค้าขาประจำ ทำให้เราขายได้จำกัด ดังนั้นเราน่าจะลองไปหาลูกค้าข้างนอกบ้าง และเขาก็อาสาที่จะถีบจักรยานไปหาลูกค้าเอง” ซึ่งความคิดนี้ เนื่องจากไม่ทำให้มีอะไรเสียหาย ดังนั้นเมื่อเขาลองไปหาลูกค้า ทุกคนก็พบว่ามันได้ผล
เกินคาด ซึ่งทำให้เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก


ต่อ มาไม่นาน พ่อกับอาของเขา ก็ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนพ่อยกร้าน เปียวฮะให้อาไป ส่วนตัวเองไปเปิดร้านใหม่ ชื่อ ร้านเฮียบฮะ แต่ร้านเฮียบฮะก็ยังคงขายสินค้าแบบเดียวกับร้านเปียวฮะ และในช่วงเวลานั้นกองทัพญี่ปุ่นบุกผืนแผ่นดินไทย นายเทียมมองว่าการที่ญี่ปุ่นบุกเมืองไทยอาจจะทำให้สินค้าขาดตลาดได้ ซึ่งตอนนั้นเขารู้ว่า บริษัท เอ.อี. นานา จำกัด มีกาแฟเหลืออยู่ในสต๊อก 3,000 กระสอบ  กระสอบหนึ่งราคา 85 บาท แต่เมื่อเขาติดต่อขอซื้อไป ทางบริษัท เอ.อี. นานา เสนอขายในราคากระสอบละ 100 บาท ถ้าต่ำกว่านี้ไม่ขาย ซึ่งเขาก็ตกลงซื้อกาแฟ 3,000 กระสอบทันที  แต่มีเงื่อนไขขอใช้เวลาลำเลียงกาแฟ 3 เดือน เมื่อเขาซื้อกาแฟในราคากระสอบละ 100 บาท ทำให้พ่อของเขาและพ่อค้าคนอื่นๆมองว่า เขาบ้าไปแล้ว  แต่เขาก็อธิบายว่า กาแฟจะต้องขาดตลาดไปอีกนาน  เนื่องจากเรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้  เพราะถูกญี่ปุ่นยึดครองไว้  ดังนั้นราคากาแฟจะต้องสูงขึ้นแน่ๆ   และการที่เขาขอเวลาลำเลียงกาแฟ 3 เดือน นั้น  ก็เพื่อที่จะยืดเวลาเอาไว้  เนื่องจากเราไม่มีเงินสดมากพอที่จะซื้อสินค้าออกมาได้ทั้งหมดในคราวเดียว  และถึงแม้เขาจะมีเงินซื้อ  เขาก็ไม่มีที่เก็บอยู่ดี หรือแม้มีที่เก็บก็ยังต้องเสี่ยงกับการถูกทิ้งระเบิด แต่ถ้าเก็บที่เขาจะตัดปัญหาได้หลายด้าน  แต่แม้เขาจะอธิบายถึงทางหนีทีไล่ขนาดนี้แล้ว  ญาติคนหนึ่งก็ยังจะถามต่อไปว่า  ถ้าราคามันไม่สูงกว่ากระสอบละ 85 บาทละก็  เราจะขาดทุนอย่างมากเลยทีเดียว  แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนจ่าย  ซึ่งนายเทียมตอบไปว่า  ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาก็ยินดีแบกหน้าไปขอร้องเขาในฐานะที่เราติดต่อทำการค้ามานานร่วมสิบปี โดยเราไม่เคยผิดนัดเลยสักครั้งเดียว  และอธิบายให้เขาเข้าใจถึงการเก็งการณ์ผิดพลาด หากเขาไม่ยอมเข้าใจ เขาก็ยินดีรับความเสียหาย และเขาเชื่อว่าคงมีหนทางสับเปลี่ยนหมุนเวียนชดใช้ให้กับเขาได้ แต่อีกอย่างที่เขาเชื่อมั่นว่า หากราคากาแฟคงที่ เขาเชื่อว่าบริษัท เอ.อี. นานา ก็คงไม่บังคับเรามากจนเกินไปหรอก นอกเสียจากราคากาแฟสูงเกิน 100 บาทมากๆ หากเราลำเลียงกาแฟออกไม่ทัน 3 เดือน เขาก็อาจบอกเลิกสัญญาเราได้

ในวันรุ่งขึ้น เขานำเงินไปซื้อกาแฟ 100 กระสอบ  และนำไปขายในราคากระสอบละ 95 บาท แต่การที่เขายอมขายขาดทุน  เนื่องจากที่อื่นยังมีสินค้าค้างสต๊อกอยู่ และการขายครั้งนั้นเขาขายได้แสนยากลำบากมาก  แต่พออีก 7 วัน ผ่านไปเขาก็ขายในราคากระสอบละ 105 บาท  แต่ภายใน 90 วันราคากาแฟก็พุ่งพรวดเป็นกระสอบละ 300 บาท  และเขาก็สามารถระบายกาแฟได้ทันกำหนดในสัญญาด้วย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้กำไรมากพอดูเลยทีเดียว

การก่อตั้งธุรกิจ

 
ในปี 2485 หลังจากที่พ่อของเขายกร้านเปียวฮะให้อาแล้ว  พ่อก็มาเปิดร้าน เฮียบฮะ
แต่ อีก 6 เดือนต่อมา  นายเทียมก็ได้เสนอให้พี่ๆ น้องๆ ฟังว่า พวกเราควรจะเปลี่ยนแนวทางธุรกิจ ที่เดิมขายแต่ของหนักๆ เช่นน้ำตาลแบก 1 กระสอบ 100 กิโลกรัม ได้กำไร 20 สตางค์ แต่หากเราขายเสื้อกล้าม หิ้วแค่เสื้อกล้ามใช้มือหิ้วข้างละ 10 โหล เราก็ได้กำไร 1.50 บาท แล้ว แต่ความคิดนี้พ่อของเขาไม่เห็นด้วย ดังนั้นเขาจึงออกมาตั้งบริษัทเอง โดยใช้ชื่อจีนว่า “เฮียบ เซ่ง เซียง” หรือ ชื่อไทย คือ  บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด

แต่เนื่องจากตัวเขายังไม่มีประสบการณ์ขายสินค้า เบ็ดเตล็ด  ดังนั้นเขาจึงจ้างหลงจู๊เข้ามาช่วยงาน และช่วงที่เขาต้องจ้างหลงจู๊นั้น  ตัวเขาเองก็พยายามที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จากหลงจู๊  ซึ่งเขาใช้เวลาเพียง 3 ปี เขาก็มีความรู้สึกว่า หลงจู๊คนนี้ล้าหลังเขาเสียแล้ว และไม่นานหลงจู๊คนนี้ก็ลาออก เนื่องจากมีคนมาชักชวนให้ไปทำที่อื่น ประกอบกับในช่วงหลัง  เขาดุว่าหลงจู๊คนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเขามองว่าหลงจู๊คนนี้ทำอะไรไม่ถูกใจ ไม่เข้าท่าอยู่บ่อยๆ

ใน ปี 2489 นายเทียม เข้า เจรจากับ ห้างโอเรียนเต็ลสโตร์  เพื่อขอให้ทางห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ ลดราคาสินค้าให้อีก  เนื่องจากราคาที่เขาซื้อนั้น  จะทำให้เขาขายแล้วไม่ได้กำไร  แต่การเจรจาตกลงกันไม่ได้ จนนายห้างถึงกับแจงรายละเอียดออกมาว่า สินค้า 1 ชิ้นมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างนั้น ปรากฎว่านายเทียมมองว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆที่บวกเพิ่มเข้าไปนั้นก็สมเหตุสมผลดี อยู่หรอก  แต่ค่าใช้ค่าดอกเบี้ยกับหนี้สูญอีกร้อยละ 2.5 นั้น  ตัวเขาไม่เห็นด้วยที่นายห้างจะบวกเข้ามาในสินค้าด้วย  แต่ผลของการเจรจาในครั้งนั้น  เป็นอันตกลงไม่ได้ ดังนั้น  เขาจึงมองว่าเราน่าจะติดต่อนำเข้ามาขายเองดีกว่า  ดังนั้นเขาจึงติดต่อไปที่น้องชายให้ทำการซื้อสินค้าให้  และการที่เขาต้องนำเข้าในบางครั้งเขาเองก็จำเป็นที่จะต้องไปติดต่อเอง  ซึ่งในระหว่างที่เขาไปติดต่อนั้น เขาก็จะสังเกตบ้านเมืองของประเทศนั้นด้วย เพื่อมองหาว่าสินค้าใดเหมาะกับคนไทย  อย่างเช่น  แปรงสีฟัน  ผ้าเช็ดตัว  ผ้าขนหนู

ในช่วงที่เขาเริ่มนำเข้ามานั้น  พ่อเขายังมองว่าสินค้าเหล่านั้นขายไม่ได้อย่างแน่นอน  การที่พ่อเขาพูดอย่างนั้นเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีใครใช้สินค้าแบบนั้น  แต่บริษัทที่ขายสินค้าเหล่านั้น ก็แนะนำว่า เขาควรจะมีการทำโฆษณา  เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้จักสินค้า  และจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค  และช่วงนี้เองเขามองว่าตัวเองเฮง คือสินค้าหลายชนิดที่สั่งเข้ามานั้นขายดี 

แต่การที่สินค้าของเขา ขายดีนั้น  ส่วนหนึ่งเขายอมรับว่ามันเฮง  แต่ก็มีปัจจัยเสริมที่ทำให้ร้านของขายดีก็คือ ในขณะนั้น การซื้อขายมักจะขายเป็นเงินสด  การยอมให้เปิดบัญชีนั้นมีน้อยมาก แต่เขาก็ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ  ก็คือยอมเปิดบัญชีให้กับร้านค้าต่างๆ 15 วันบ้าง  30 วันบ้าง ตามความเหมาะ-สม  ซึ่งการเปิดบัญชีครั้งนี้ของสหพัฒนฯ จึงเป็นที่นินทาของคู่แข่งว่า  ถ้าเปิดบัญชีซี้ซั้วแบบนี้มีหวังล้มละลายแน่  แต่เขาให้เหตุผลว่าสินค้าเหล่านี้มีกำไร 10-20% ค่าใช้จ่ายในการขายให้กับ Wholesaler  และ Retailer  ก็มีน้อยเพียง 3-4% เปิดบัญชี 1 เดือน เรายังได้กำไรถึง 10% หมุนเพียง 6-7 เดือน ก็ได้เงินคืนแล้ว  จะมามัวกลัวหนี้สูญทำไม  แต่ต่อมาการแข่งขันดุเดือนขึ้น  มีคนอื่นๆเลียนแบบเขามากขึ้น ดังนั้นกำไรเริ่มลดลง  ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว  เขาก็เริ่มเข็มงวดกับการเปิดบัญชีมากขึ้น จะเปิดต่อเมื่อเป็นลูกค้าชั้นดีเท่านั้น

ปี 2495 เป็นปีที่สหพัฒนฯ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากสหพัฒนฯได้ตั้งให้ คุณดำหริ ดารกานนท์ ขึ้นเป็นหลงจู๊ของบริษัท  ทั้งที่เขาอายุยังน้อยมาก  ซึ่งพวกเถ้าแก่ในสำเพ็งต่างก็มองว่า
คุณเทียมท่าจะบ้า  เอาอาตี๋หน้าอ่อนมาเป็นหลงจู๊  แล้วแบบนี้ใครจะเชื่อถือ  แบบนี้ธุรกิจคงอยู่ไม่ได้นาน แต่ตอนนั้นเขาให้เหตุผลที่นำคุณดำหริเข้ามาเป็นหลงจู๊นั้น  ดังนี้ คือ

1.  เขาเชื่อว่า คนหนุ่มที่มีความคิดเป็นคนทันสมัย ก้าวทันแฟชั่น เมื่อมีสินค้าใหม่ๆตกเข้ามาก็กล้าตัดสินใจซื้อมาขาย หากเราตัดสินใจถูก พวกลูกค้าแก่ๆเหล่านั้นก็จะต้องกลับมาซื้อกับเราเอง

2.  คนหนุ่มพวกนี้อยู่ในวัยเริ่มต้นของชีวิต หวังความก้าวหน้าในอนาคต จึงต้องทำงานหนัก มุมานะกว่าคนแก่ที่อยู่รอวันตายไปวันๆ

3.   คนหนุ่มพร้อมที่จะศึกษา รับฟัง  เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอน เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และมีโอกาสต่อขยายความรู้ออกไปอีก ซึ่งคนแก่ไม่มี

4.   ความกังวลที่ว่า คนแก่ๆ ในสำเพ็งจะรวมหัวกันไม่ซื้อของเพราะไม่เชื่อหรือหมั่นไส้เอานั้น เขาได้คิดหาทางแก้เอาไว้โดยเขาจะเป็นผู้นั่งให้คำแนะนำเป็นพี่เลี้ยงคุณดำ หริ ก่อน 1 เดือน พร้อมกันนั้นก็ติดต่อหลงจู๊แก่ๆจากที่อื่นมาให้คำปรึกษา

เมื่อ ถึงปี 2500  ฐานะของสหพัฒนฯ เจริญขึ้นอย่างชนิดที่คู่แข่งตามไม่ทัน การสั่งสินค้าในตอนนั้น  สหพัฒนฯจะเป็นคนนำตลาดสั่งเข้ามาแล้ว 3-4 เดือน  ร้านอื่นก็ทำตาม  เมื่อสินค้าถูกสั่งเข้ามามากๆ ก็ล้นตลาดขายได้ยาก  ไม่มีกำไร  เขาจึงเกิดความคิดว่า “หากขืนดำเนินการอย่างนี้ก็ต้องคิดหาสินค้า ใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆโดยไม่มีสิ้นสุด  ดังนั้นเราควรจะมี Brand ของตัวเอง  พยายามสร้าง Goodwill คนอื่นจะได้เลียนแบบไปไม่ได้”  ดังนั้นในปีนี้สหพัฒนฯ จึงเริ่มจดทะเบียนตราสินค้าของตัวเอง  และก็จัดตั้งบริษัทโฆษณาของตัวเองขึ้นมา  เพื่ออาศัยโฆษณาทำการส่งเสริมการขาย  ซึ่งในตอนนั้นร้านในสำเพ็งยังไม่มีร้านใดเลยที่ใช้สื่อโฆษณาช่วยในการส่ง เสริมการขาย  เนื่องจากคนเหล่านั้นคิดว่า ถ้าร้านใดต้องพึ่งโฆษณาแสดงว่าร้านกำลังจะเจ๊ง  หรือมองว่าการโฆษณาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย  แต่การที่ตัวเขาใช้โฆษณา ก็เพราะเขาเห็นว่า  โฆษณาเป็นสิ่งที่จำเป็น  เราจำเป็นที่จะต้องพยายามทำให้ลูกค้ารู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของสินค้า  ลูกค้าจึงจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเรา

และเขายังมองว่า  การรู้อะไรคนเดียว  เก่งคนเดียว  ทำงานคนเดียว  เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  การทำงานทุกวันนี้นอกจากอาศัยความคิดริเริ่มแล้ว  ยังอยู่ที่การประสานงานที่ดี  การติดตามงานที่ดี  จึงจะทำให้แผนงานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสู่เป้าหมายที่วางไว้

ผล ของการที่เขาเริ่มคิดเรื่องสร้าง Brand สินค้าของตัวเองแล้ว  ส่งผลให้เขาเริ่มมีความคิดที่จะผลิตสินค้าของตัวเอง  ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นพูดคุยแนวคิดนี้ของเขากับบริษัทที่เขาสั่งสินค้า  ถ้าหากอีกฝ่ายเริ่มมีความคิดที่ใกล้เคียงกันก็จะเริ่มทำการเจรจาร่วมทุนกัน สร้างโรงงานในประเทศไทยขึ้นมา  และการร่วมทุนครั้งแรกของสหพัฒนฯนั้น  เริ่มต้นเมื่อปี 2504 และนับจากปีนี้เป็นต้นมา สหพัฒนฯ ก็ร่วมทุนเปิดบริษัทต่างๆขึ้นมาอีกมากมาย  ส่งผลให้สหพัฒน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ครอบครัวของเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา

 

คุณสายพิณ โชควัฒนา (ชาตะ 1 กุมภาพันธ์ 2457
มรณะ 27 สิงหาคม 2546)  เป็นภรรยาของเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา

มีบุตร - ธิดารวม 8 คนดังนี้

1. นายบุณย์เอก โชควัฒนา
2. นายบุญปกรณ์ โชควัฒนา
3. นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา
4. นางสาวศิริยล โชควัฒนา
5. นางศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา
6. นายณรงค์ โชควัฒนา
7. นายบุญชัย โชควัฒนา
8. นายบุญเกียรติ โชควัฒนา


คุณสายพิณจะเป็นผู้ไปติดต่อเรื่องโรงเรียนของลูกๆทุกคน และนอกจากการเรียนหนังสือตามโรงเรียนแล้ว คุณสายพิณยังให้ความเอาใจใส่การเรียนนอกหลักสูตรของลูกๆ มากไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และให้เรียนทุกอย่างที่ทุกคนต้องการ คุณสายพิณไม่ประหยัดในเรื่องการเรียนการศึกษาของลูก คุณสายพิณต้องการให้ลูกๆ เข้าโรงเรียนที่ดีที่สุด เพราะเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญ ต่อการเรียนรู้ของเด็กทุกคน 

คุณสายพิณจะเป็นผู้สอนภาษาจีนให้ลูกชายคนโต 3 คน และมักให้ท่องคำพังเพยต่างๆ เช่น บทกลอนต่อเนื่องกัน ฟังไพเราะคล้ายร้องเพลงแต่มีความหมายดี มีประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ และเข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์
 

บุตร - ธิดา ของคุณสายพิณ โชควัฒนา ได้สร้างธุรกิจสืบเนื่องจากบิดา และขยายให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยตั้งเจตนารมณ์ที่จะทำธุรกิจคู่คุณธรรม เน้นที่จะไม่เอาเปรียบสังคม ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และรักชาติ

คุณสายพิณ โชควัฒนา เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสามี บุตร และธิดา โดยให้ความช่วยเหลือ เอาใจใส่ แนะนำสั่งสอนให้ประพฤติแต่สิ่งที่ดีงาม บำเพ็ญประโยชน์และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โดยประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ชักชวนให้บุตร - ธิดาร่วมกิจกรรมการบุญ การกุศลเป็นนิจสิน

คุณสายพิณ โชควัฒนา เป็นพี่สาวของ นายดำหริ ดารกานนท์ และ นายสุเมธ ดารกานนท์ ผู้ก่อตั้ง บริษัทสหยูเนี่ยนจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำสินค้าสิ่งทอที่มีคุณภาพ และส่งออกทั่วโลก

 

2. ปรัชญาการทำงาน และการดำเนินชีวิต ของเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา

  1. รู้น้อยไม่เกี่ยงงาน
   คนเราหากมีความรู้น้อยต้องไม่ท้
อถอย หรือ เลือกงานเพราะการทำงานคือหนทางเพิ่มความรู้ และ ประสบการณ์

   2. เที่ยงธรรมและเยือกเย็น
   ผู้บริหารที่ดีต้องปกครองคนด้
วยความเที่ยงธรรม และ สุขุมเยือกเย็นเป็นสำคัญ

   3. ขยัน อดทน รักษาเครดิต คบคนดี อย่าเอาเปรียบใคร และ ไม่สร้างศัตรู
   คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องมีความขยัน อดทน ประพฤติตนน่าเชื่อถือ
   รู้จักคบคนดีเพราะคนดีย่
อมนำพาไปสู่สิ่งดีๆ และที่สำคัญไม่ควรเอาเปรียบหรือเป็นศัตรูกับผู้อื่น
   
   4. เป็นร่มเงาให้ประโยชน์สุข

   ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและอุดมด้
วยดอกผลอันเอื้อประโยชน์แก่ผู้ปลูกทำนุบำรุงและคนทั่วไปฉันใด
   องค์กรที่เจริญเติบโตมั่นคงย่อมควรจะเอื้อประโยชน์และเกื้
อกูลแก้บุคคลากรและสังคมฉันนั้น

   5. รักตนเอง รักครอบครัว รักษริษัทฯ
   บุคคลใดดำเนินชีวิตด้วยพื้
นฐานจากพลังแห่งความรัก ในตนเอง ครอบครัวและองค์กรเป็นสำคัญ
   บุคคลนั้นย่อมประสบความสำเร็จที
่ยั่งยืนทั้งในชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทำงาน
   
   6. ความรู้เหมือนดาบ ยิ่งใช้ยิ่งคม

   ผู้ใดมีความรู้แล้วนำความรู้
ของตนมาใช้ และถ่ายทอดให้ผู้อื่นผู้นั้นจะยิ่งเกิดความชำนาญ
   และเป็นการเพิ่มคุณค่าแห่
งความรู้นั้นด้วย เปรียบเสมือนดาบที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์
   และได้รับการเอาใจใส่ดูแลให้คงไว้ซึ่งความคมตลอดเวลา

   7. เรียนรู้สิ่งใด เรียนรู้จากคน
   เรื่องราวทุกอย่างคนเป็นผู้สร้
างขึ้น ดังนั้นถ้าต้องการเรียนรู้สิ่งใดให้เรียนรู้จาก
   คนซึ่งล้วนเป็นขุมทรัพย์แห่
งความรู้ และประสบการณ์
   
   8. การใช้โทสะ มีแต่สร้างความรุนแรง

   การใช้โทสะเข้าตัดสินปัญหา ไม่เกิดผลดีกับใครเลย มีแต่สร้างความรุนแรงเพิ่มขึ้น
   
   9. ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวกพ้อง

   อดอยากแค่ไหน จงทำตัวเป็นเสือ ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวกเดียวกัน
   แต่ต้องพยายามเป็นผู้ช่วยเหลื
อผองเพื่อนจะดีกว่า
   
   10. ทบทวนอดีต ศีกษาปัจจุบัน เพื่อวางอนาคต

   การทบทวนประสบการณ์จากอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่นและการศึกษาเรื่องราวจากคน
   และสิ่งรอบข้างในปัจจุบันเป็นแนวทางให้เราวางอนาคตได้ถู
กต้อง แม่นยำยิ่งขึ้น
   
   11. มากคน มากวาสนา

   คนเราทุกคนล้วนมีวาสนาบารมี ถ้าทุกคนเอาวาสนาบารมีมารวมกันบริษัทฯก็จะเจริญก้าวหน้า
   
   12. อย่าปล่อยชีวิตให้หมดไปอย่างไร้
ค่า
   คนเราถ้าเข้าใจการจากไปอย่างไม่
ย้อนกลับของเวลา ย่อมใช้ชีวิตในแต่ละช่วงอย่างมีค่า

   13. เร็ว ช้า หนัก เบา
   ในการทำงาน ควรหมั่นพิจารณาอยู่เสมอว่า งานไหนทำก่อน งานไหนทำทีหลัง
   งานไหนต้องจริงจัง และ งานไหนที่พอควร
   
   14. ความสำเร็จย่อมเป็นของผู้มี
ความเพียร
   อยากประสบความสำเร็จในชีวิ
ตการทำงาน ต้องพาตัวเข้าหางานอย่าคอยให้งานมาหาตัว
   เพราะงานคือทุกอย่างของชีวิตที่เราต้องพากเพี
ยรและพยายามทำตลอดไป
   
   15. ไม่มีอะไรเกินความพากเพี
ยรของมนุษย์
   คนเราถ้าไม่นิ่งนอนใจ แต่เพียรพยายามใช้สติปัญญาต่อสู
้อย่างเต็มกำลังแล้ว
   ในที่สุดเราก็จะเป็นผู้มีชัยชนะ

   16. ความสำเร็จของงาน อยู่ที่คุณภาพของคน
   หัวใจในการทำงานให้สำเร็จมิใช่อยู่ที่การสร้างคนให้มี
ความเชี่ยวชาญในการทำงานเท่านั้
   แต่ต้องรวมถึงการสร้างเสริมให้
ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความสามัคคีด้วย
   
   17. แค่หยุดอยู่กับที่ ก็กลายเป็นผู้ล้าหลัง

   นักธุรกิจต้องเป็นคนไม่หยุดนิ่
งเพียงวันนี้แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ทันโลก
   พร้อมที่จะก้าวสู่วันพรุ่งนี้
ได้เสมอ

   18. ชมเกินจริงเป็นโทษ ดีเกินเหตุเสียน้ำใจ
   การ ชมเชย อย่าให้เขาเกิดความหลงระเริง จนอาจลืมตัวกับความสำเร็จก่อให้เกิดความประมาท
   ที่อาจนำไปสู่ความล้
มเหลวในอนาคตได้ การติต้องทำด้วยจิตใจที่หวังดีและใช้คำพูดที่สร้างสรร

   19. ผู้ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มักเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป
   ความเป็นคนมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มมีชีวิตชีวานั้น เป็นเสน่ห์ของมนุษย์อย่างแท้จริ

   
   20. ทำดีเปรียบการเดินทวนกระแสน้ำ ทำชั่วเปรียบการลอยตามน้ำ

   การทำความดีเปรียบเหมือนปลาว่
ายทวนน้ำขึ้นไปที่สูงจะพบแต่น้ำที่ใสสะอาดฉันใด
   คนที่พยายามทำความดีแม้
จะลำบากยากเย็น ก็ย่อมพบชีวิตที่ดี สะอาดสดใส
   อันเป็นมงคลแก่ตนเองฉันนั้น
   
   21. มนุษยสัมพันธ์ คือพื้นฐานของความสำเร็จ

   องค์กรจะเจริญรุ่งเรืองได้ บุคคลในองค์กรต้องมีมนุษยสัมพั
นธ์ที่ดีมีความสุภาพอ่อนโยน
   รู้จักข่มอารมณ์และให้อภัยซึ่
งกันและกันเสมอ
   
   22. ความก้าวหน้าที่แท้จริง ย่อมเกิดจากฝีมือการทำงาน

   ความก้าวหน้าที่ได้
มาจากความสามารถในการทำงาน จะให้ผลที่จีรังยั่งยืน
   
   23. งานสำเร็จได้ดี เพราะทีมงานดี

   การประสานพลังใจและพลังความคิ
ดของทีมงานที่ดี นำมาซึ่งความสำเร็จของงาน
   
   24. อดทนและอดกลั้น นำไปสู่ความสำเร็จ

   คนที่อดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่
างๆ ได้ดีกว่าคนอื่น
   จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชี
วิต
   
   25. อยากขยายใหญ่ ใจต้องกว้าง ในการถ่ายทอดความรู้ให้ลูกน้อง

   การขยายกิจการให้ใหญ่โต ต้องอาศัยพลังความสามารถ ความรู้และความคิดจากทุกคน
   ฉนั้น หัวหน้างานต้องใจกว้าง หมั่นสอนและฝึกฝนความชำนาญให้ลู
กน้องเสมอ

   26. คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุ
ดในโลก
   คนเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งของโลก แต่คนจะมีคุณค่ายิ่ง
   หากรู้จักประพฤติตนให้เป็
นประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม

   27. ความรู้ต้องมองสูง ความเป็นอยู่ต้องมองต่ำ
   ความรู้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ คนที่อยากก้าวหน้าต้องใฝ่รู้เรียนรู้ให้มากขึ้นอยู่เสมอ
   แต่ความเป็นอยู่นั้นต้องเรียบง่
าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ

   28. ความรักและความเข้าใจกัน เป็นความสุขอย่างยิ่งของผู้มีภู
มิปัญญา
   คนที่มีภูมิปัญญา จะมีความสุขอย่างแท้จริง
   หากรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วยความรักและความเข้าใจที่ดี
ต่อกัน

   29. ศึกษาคนเพื่อมอบงาน ให้เหมาะกับความสามารถ
   หัวหน้างานที่ดีต้องเป็นคนช่
างสังเกตและใกล้ชิดลูกน้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่า
   งานใดเหมาะกับความสามารถของลู
กน้องคนใด เพื่อมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของเขา

   30. ความประมาท ความหลงตัวเอง อาจนำไปสู่ความพินาศ
   การกระทำสิ่งใดโดยขาดความระมั
ดระวัง และคิดว่าตนเองเก่งเหนือผู้อื่นเสมอ
   อาจนำมาซึ่งความล้มเหลว แต่หากกระทำสิ่งใดด้
วยความรอบคอบ
   และอ่อนน้อมย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ
   
   31. เข็มเล่มหนึ่ง ไม่มีปลายแหลมสองด้าน

   ทุกคนมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย คนเราจึงไม่มีใครเก่งทุกอย่างเปรียบเสมือนเข็มที่มีปลายแหลม
   สำหรับเย็บ ปะ ชุน ได้เพียงด้านเดียว ฉะนั้น คนเราควรรู้และทบทวนจุดเด่น
   และจุดด้อยของตนอยู่เสมอ
   
   32. หนังฉายซ้ำไม่ตื่นเต้น ตลกมุขเก่าไม่มีคนฮา

   งานทุกงานควรต้องได้รับการปรั
บปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับวันเวลาที่เปลี่ยนไปเสมอ
   
   33. ผู้เป็นพนักงานขายที่ดี ใช่ว่าจะเป็นซุปเปอร์ที่ดีได้
เสมอไป
   ผู้มีความสามารถสูงในงานอย่างหนึ่ง ใช่จะทำงานอีกอย่างหนึ่งได้ดี
เสมอไป
   ดังนั้น ผู้จะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ นอกจากจะต้องทำงานเก่งแล้วต้องเข้าใจวิธีสอนและปกครองคนด้
วย
   (ซุปเปอร์ หรือ ซุปเปอร์ไวเซอร์ = Supervisor / หัวหน้างานขาย)
   
   34. หมั่นเล่าสร้างความจำ หมั่นซักถามสร้างความรู้

   เมื่อได้เรียนรู้สิ่งใดแล้ว หมั่นถ่ายทอดให้ผู้อื่นรับรู้ด้
วยจะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น
   และเมื่อไม่รู้สิ่งใดก็อย่
าอายที่จะถามเพราะจะช่วยให้เรารู้มากขึ้น
   ในขณะที่โอ้อวดว่ารู้หมดแล้วแท้จริงคือคนที่ไม่รู้อะไรเลย
   
   35. มอง ฟัง คิด ถาม พื้นฐานของการเรียนรู้

   พื้นฐานที่ดีของการเรียนรู้ต้
องอาศัยทั้งการมอง ฟัง คิด ถาม ประกอบกัน
   อย่าเพียงแต่มอง ฟัง หรือ ถาม แล้วนำมาใช้โดยไม่มีการคิดไตร่
ตรองหาเหตุผลเสียก่อน
   
   36. ความเป็นเพื่อนเป็นสิ่งที่ดี
งามที่มนุษย์จะพึงปฎิบัติต่อกัน
   คนเราจะมีความสุขในชีวิต หากรู้จักมอบความเป็นเพื่อนให้
แก่คนรอบข้าง
   รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่
างจริงใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

    37. เป็นคนต้องรู้จักตัวเอง
   การหมั่นสำรวจตัวเอง ย่อมทำให้คนเรารู้จุดอ่อนจุดแข็

งของตนเอง
   สามารถแก้ไขข้อบกพร่อง และพัฒนาตนเองได้ถูกต้องเสมอ
  
   38. พลังกายในวัยหนุ่มมีเหลือเฟือ ควรใช้ให้คุ้มค่า
   เกิดเป็นคนต้องใช้ชีวิตคุ้มค่
าต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม
   อย่าให้มีช่วงเวลาใดที่ต้องรู้
สึกเสียดายที่ให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์
   
   39. การแข่งขันบังคับให้ต้องใช้สมอง

   การแข่งขันคือ การที่ทำให้คนเราต้องคิดและตื่
นตัวเสมอ
   ทำให้เกิดการพั
ฒนาความสามารถตลอดเวลา
  
   40. อารมณ์ชั่ววูบ อาจทำลายมิตรภาพที่ยืนยาวได้
   การแก้ปัญหาโดยขาดสติ หรือใช้อารมณ์ก่อให้เกิดความรู้
สึกไม่ดีระหว่างกัน
   และอาจลุกลามไปสู่ความบาดหมางกั
นได้
  
   41. การพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้
คนยอมรับ
   การรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยให้เราครองใจผู้อื่นได้
  
   42. ความคิดสร้างสรรค์ คือพื้นฐานสำคัญของผู้
ประกอบการค้า
   ในการทำธุรกิจ ต้องพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อยู่
เสมอ
   เพราะการผูกติดกับความคิดเก่าๆ ในขณะที่เวลาเปลี่ยนไปนั้น
   เป็นการปิดกั้นความเจริญก้าวหน้
าของธุรกิจ
  
   43. อย่าหลงเชื่อคำกล่าวของผู้อื่น โดยขาดสติและความรอบคอบ
   ก่อนที่จะเชื่อหรือคล้อยตามคำพู
ดใดๆ ของผู้อื่น
   ต้องใช้สติไตร่ตรองด้วยเหตุ
และผลอย่างรอบคอบเสียก่อน
   
   44. เป็นคนต้องรักตัวเองในทางที่ถูก

   คนที่รักตัวเองอย่างแท้จริง คือคนที่สร้างคุณค่าให้ตนเองอย่
างสม่ำเสมอ
   ด้วยการหมั่นศึกษาพัฒนาตนเอง ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่
ดี
   มีเพื่อนที่ดี และหลีกหนีให้ห่างไกลจากอบายมุข
   
   45. หากอยากมีอนาคตที่มั่นคง จงอย่าห็นแก่ตัว

   คนดีย่อมไม่เห็นแก่ตัว ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวั
งสิ่งตอบแทน
   คนเช่นนี้สมควรได้รับการสนับสนุ
นให้ได้ดีมีอนาคต
   
   46. การศึกษาข้อบกพร่องของตน ทำให้เรารู้จักตัวเองและผู้อื่
นดีขึ้น
   คนเรามีข้อบกพร่องในตนเองทุ
กคนไม่มากก็น้อย
   ฉะนั้น ให้เรารู้จักพิจารณาข้อบกพร่
องของตนเองด้วยปัญญา
   จะทำให้เกิดการปรับปรุงและพั
ฒนาตนเอง และช่วยให้เข้าใจผู้อื่น
   ที่เขาอาจมีข้อบกพร่องเช่นเดี
ยวกับเรา
   
   47. ไม่มีใครเก่งแต่เพียงผู้เดียว

   ทุก คนภายในองค์กรเปรียบเสมือนเฟื
องจักรกลแต่ละชิ้น
   ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้
องทำงานประสานกัน ถ้าเฟืองชิ้นใดชำรุดหรือบกพร่อง
   เครื่องจักรก็ไม่สามารถทำงานได้ นั่นคือ งานใดๆ จะสำเร็จด้วยดีต้องอาศัย
   ความสามารถและการประสานงานของทุ
กคนในทีมงาน มิใช่สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว
   
   48. ผู้มีความคิดวิจารณญาณ จะก้าวทีละขั้นอย่างมั่นคง

   การขยายแนวธุรกิจอย่างมั่นคง ต้องอาศัยการพิจารณา
   อย่างรอบคอบถึงหลั
กการและกระบวนการ ปรับปรุงระบบการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
   
   49. อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จนขาดมนุษยธรรม

   คนที่ทำธุรกิจแบบไร้คุณธรรมเห็
นแก่ประโยชน์ส่วนตนย่อมจะหาความสุขใจและความเจริญในชีวิตได้ยาก
  
   50. แม้นจะลำบากเพียงใดก็ย่อมฟื้นคื
นเป็นดีได้
   จงคิดเสมอว่า คนเรานั้นแม้จะประสบความล้มเหลว ก็ย่อมสามารถปรับปรุงให้กลับคื
นดีได้
   หากไม่ท้อแท้ต่อโชคชะตาและคิดเสมอว่า เมื่อล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นยื
นได้อยู่เสมอ
  
   51. สร้างคนต้องใช้เวลา
   การสร้างคนเหมือนปลูกต้นไม้ใหญ่ ต้องอดทนใช้เวลานาน
   ไม่เหมือนการปลูกถั่วงอก ซึ่งวันเดียวก็เห็นผล
  
   52. เมื่อจะแหงนมองฟ้า ก็อย่าลืมว่าเท้าตัวเองสัมผัสดิ
นอยู่
   คนเราต้องเตือนตนเองไม่ให้ลืมตั
ว อย่าทะนงว่าตนนั้นเลิศเลอไปกว่าคนอื่น
   จงคิดเสมอว่าในโลกนี้มีคนที่ดี
กว่าเราอีกมาก
   
   53. จะให้ลูกน้องกล้าตัดสินใจ ผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยง

   เมื่อเห็นว่าลูกน้
องสามารถทำงานได้ ต้องมอบให้เขาทำ ถ้าเขาทำผิดพลาด
   เราก็ต้องช่วยรับผิดชอบด้วย
   
   54. ปลูกต้นไม้ใหญ่ อย่าเก็บผลไว้กินแต่เพียงผู้เดี
ยว
   การทำงาน เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ควรแบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้อื่
นและส่วนรวมด้วย
   
   55. ความรักเป็นความสุขเหนือทรัพย์
สินเงินทอง
   คนที่มีความรัก มีจิตใจดี และมองโลกในแง่ดี จะมีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใดๆ
   
   56. มองกระจกที่มีปรอท จะไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากตัวเอง

   คำว่า "ปรอท" ภาษาจีนใช้คำว่า "สุ่ยหยิน" หมายถึง เงินเหลว
   คนจีนเปรียบคนที่เห็นแก่ตัวไม่
เห็นใจผู้อื่น คิดถึงแต่ตนเอง เหมือนคนที่มองแต่กระจกฉาบปรอท
   ซึ่งไม่มีวันที่จะเห็นสิ่งอื่นนอกจากตนเองเท่านั้น
   
   57. การล่าช้ามิได้หมายความว่าเป็
นผู้ล้าหลัง
   อย่ารีบร้อนเพราะกลัวว่าจะล้
าหลังคู่แข่ง ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ จะได้ไม่ผิดพลาด
   
   58. ชนะใจมิตรและศัตรูได้ คือผู้ชนะที่แท้จริง

   ชนะสิ่งใดก็ไม่มีความหมายเท่
าชนะใจ ทั้งมิตรและศัตรู
  
   59. กินข้าวอย่างมังกร ทำงานอย่างเสือ
   คนจีนมองมังกรเป็นสัตว์ที่สง่างาม ฉะนั้น ถ้าจะทำอะไรรวดเร็วก็ต้
องเร็วแบบสง่างาม
   ส่วนเสือนั้นคนจีนมองว่
าปราดเปรียวในการล่าเหยื่อ และไม่กินลูกตัวเอง
   หมายถึงให้ทำงานอย่างคล่องตัว ทำงานเป็นทีม และไม่รังแกพวกเดียวกัน
   
   60. ตักน้ำเต็มได้แค่ภาชนะบรรจุเท่
านั้น
   ในการดำเนินธุรกิจ ถ้ารู้จักเสียสละแบ่งปั
นผลประโยชน์ให้ผู้อื่นหรือสังคม
   รวมทั้งจ่ายภาษีให้รัฐได้พั
ฒนาประเทศอย่างเต็มที่ธุรกิจก็จะเจริญรุ่งเรืองขยายกิจการใหญ่ขึ้นได้
   อุปมาเหมือนภาชนะที่มีน้ำเต็
มแล้ว ตักน้ำออกไปทำประโยชน์ที่อื่นบ้าง
   ก็จะมีโอกาสจะตักน้ำเติมเข้
ามาได้อีก และมากขึ้นเรื่อยๆ
   จนในที่สุดก็มีโอกาสที่จะเพิ่
มจำนวนภาชนะ หรือขยายขนาดภาชนะให้ใหญ่ขึ้นได้
   
   61. สะสมลาภ ยศ ความดี เพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า

   ถ้าจะให้ชื่อเสียงดี มีเกรียติยศ มีภาพพจน์ดีเป็นที่รับรู้ของคนทั่
วไปในอนาคต
   ต้องกระทำความดีอย่างสม่ำเสมอ
   
   62. เดินเร็ว ฝีเท้าย่อมไม่สวยและอาจหกล้มได้

   จะก้าวให้มั่นคงและกิจการไม่ล้
มเหลวต้องรอบคอบเสมอ
   
   63. เกรียติที่สูง ไม่จำเป็นต้องให้ตัวเองอวดอ้าง

   ถ้าเราทำตัวเหมาะสมกับคนที่มี
เกรียติแล้วไม่อวดอ้าง คนอื่นก็จะมอบเกรียติให้เราเอง
  
   64. การช่วยเหลือผู้อื่น และมองคนในแง่ดี ทำให้เกิดสุขทางใจ
   การทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือผู้อื่น มองหรือคิดถึงผู้อื่นในแง่ดี
   ทำให้จิตใจของตนดีและมีความสุ
ขได้
  
   65. ผู้ที่เป็นผู้นำได้ ต้องผ่านความลำบากมาก่อน
   คนที่เคยลำบากมาแล้วย่อมเป็นหั
วหน้างานที่สามารถให้กำลังใจกับลูกน้องได้ดี
  
   66. ทำงานมากก็ผิดพลาดมาก ทำน้อยก็ผิดพลาดน้อย
   คนเราทำงานก็ต้องมีการผิดพลาดบ้
าง คนที่ไม่มีความผิด ก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
   
   67. หากดีแต่พูด ไม่ลงมือทำ ความคิดก็ไม่อาจเป็นจริงได้

   เมื่อไม่ลองปฏิบัติก็ไม่รู้ว่
าที่คิดนั้นทำง่ายหรือยาก
   งานบางอย่างอาจพูดง่ายแต่ทำยาก
  
   68. การทำงาน ต้องมีเป้าหมาย
   การทำงานโดยไม่มีเป้าหมาย เหมือนคนที่ไม่มีจุดมุ่
งหมายของชีวิต
  
   69. เราพูดด้วยความโมโหเพียงครั้
งเดียว แต่อยู่ในใจของคนอื่นตลอดชีวิต
   การพูดโดยใช้อารมณ์ ไม่ใช่สติไตร่ตรองเสียก่อนแม้เพียงครั้งเดียวก็อาจทำลายทั
้งตนเอง
   และมิตรภาพได้ตลอดไป
   
   70. ความใกล้ชิด ย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจ และผลของงานที่ดี

   การทำงานใกล้ชิดกับลูกน้อง หัวหน้านอกจากมีโอกาสศึ
กษาผลของงานแล้ว
   ยังได้ศึกษานิสัยการทำงานของลู
กน้องด้วย

    71. ทำการค้าต้องเดินสายกลาง ยึดหลักมั่นคงไว้ก่อน
   ทำการค้าอย่าลงทุนเกินตัว ต้องเก็บส่วนหนึ่งไว้ เป็นความมั่นคงของตนเองและครอบครัวด้วย
  
   72. ผิดครั้งแรกเป็นครู แต่ผิดซ้ำสองนั้นถือว่าโง่
   คนเราทำงานก็ต้องผิดพลาด แต่สิ่งสำคัญต้องจดจำความผิดนั้

   นำมวิเคราะห์หาสาเหตุถ้าผิดซ้ำซากก็เหมือนคนที่
หาบทเรียนจากประสบการณ์ไม่ได้
   
   73. คนจะโง่ หรือ ฉลาด ดูได้จากคำพูด

   คำพูดเปรียบเหมือนประตูของจิตใจ คนโง่จะพูดเรื่องที่ขาดหลักคิ
ดและเหตุผล
   ในขณะที่คนฉลาดจะมีเหตุผลและหลั
กคิดที่ดี
  
   74. ไม่มีใครเคยตายเพราะงานหนัก
   ในการทำงาน ให้ยึดหลักว่าทำเข้าไปเถิดสิ่
งที่ว่ายากเพราะยิ่งทำสิ่งที่ยากมาก หรือหนักมาก ก็ยิ่งรู้มาก
   
   75. ชีวิตการศึกษา ต่างจากชีวิตการทำงาน

   ในชีวิตการศึกษา เราจะรับความรู้จากครูบาอาจารย์ คนที่จบการศึกษาใหม่ๆ
   มักจะยึดติดกับทฤษฏีที่ร่ำเรี
ยนมา เปรียบเสมือนมีศรีษะและความคิดเป็นรูปสี่เหลี่ยม
   มีด้านและมุมที่ตายตัวจึงเข้ากับผู้อื่นได้ยาก
   แต่ในชีวิตการทำงาน เราต้องหาความรู้จากสิ่งรอบข้
างและประสบการณ์
   แล้วถ่ายทอดต่อให้ผู้อื่น จึงต้องปรับตัวเข้ากับผู้อื่
นให้ได้
   เปรียบเหมือนพัฒนาศรี
ษะและความคิดของตน จากรูปสี่เหลี่ยมให้เป็นทรงกลม
   ทรงรี และ ทรงแหลมในที่สุด เพราะรูปทรงแหลม สามารถสอดแทรกไปได้ง่าย
   หมายความว่าคนผู้นั้นมี
ความสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้
   
   76. ตระกูลที่สะสมแต่กรรมดี ย่อมประสบแต่สิ่งสิริมงคล

   ชีวิตของคนเราต้องทำแต่สิ่งที่
ดีงาม จึงจะเจริญ
   
   77. ความรู้มีอยู่ทุกหนแห่ง อยู่ที่เราจะรับรู้หรือไม่

   เราหาความรู้ได้ทุกหนแห่งทุ
กเวลาอยู่ที่เราจะเก็บเกี่ยวอย่างไรและเมื่อไร
   บางคนมีความสามารถในการเก็บเกี่
ยวซึมซับความรู้จากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์
   อาจมีความรู้มากกว่าคนที่
จบจากมหาวิทยาลัยเสียอีก
   และบางครั้งความรู้ที่ได้
จากสถานการณ์จริง และประสบการณ์นั้นสามารถทำมาใช้ในชีวิตได้ดีกว่า
   
   78. หัวหน้าที่ดีต้องรู้จักชื่นชมลู
กน้อง
   หัวหน้างานที่ค้นหาจุดเด่นของลู
กน้องแล้วชมเชยจะเป็นกำลังใจให้ลูกน้องหมั่นทำความดีต่อไป
   แต่หัวหน้างานที่คอยแต่จะค้
นหาจุดด้อยมาตำหนิ จะทำให้ลูกน้องหมดกำลังใจ
   กล่าวได้ว่าเป็นคนที่มองไม่เห็
นคุณค่าของลูกน้อง
   
   79. ร่างกายต้องการอาหารกายฉันใด จิตใจต้องการอาหารใจฉันนั้น

   ขณะที่ร่างกายของคนเราต้
องการอาหารเพื่อเป็นพลังในการมีชีวิต
   จิตใจของคนเราก็ต้องการความรู้
และหลักคิดที่ดี เพื่อเป็นพลังในการเป็นคนดี มีจิตใจดีเช่นกัน
  
   80. ปลูกต้นไม้ใหญ่ใช้เวลาร้อยปี สร้างคนใช้เวลาสิบปี
   การจะสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้
แข็งแกร่งมีคุณค่า ต้องใช้ความอดทน ใช้เวลา
   โดยเฉพาะการสร้างคนหนึ่งคนให้
เก่ง ยิ่งต้องใช้ความอดทนและใช้เวลามาก
   ทั้งตัวผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง เพราะนั่นหมายถึง การสร้างให้คนคนนั้นเพียบพร้
อม
   ทั้งความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์
   
   81. ทำคุณให้ผู้อื่นต้องลืม ผู้อื่นทำคุณให้ต้องจำ

   หากเราเคยทำประโยชน์หรือช่
วยเหลือใครไว้ อย่าจดจำหรือคาดหวังการตอบแทน
   เพราะอาจไม่ได้ดังที่หวัง หรือ เผลอไปทวงบุญคุณให้เขาเสี
ยความรู้สึก
   แต่ถ้ามีใครช่วยเหลือเราต้
องจดจำให้แม่น เพื่อหาโอกาสตอบแทนบุญคุณ
  
   82. คนที่ชอบโยนความผิดให้ผู้อื่น เป็นคนที่ยากจะพัฒนาให้ดีได้
   คน บางคนไม่ยอมรับความผิดของตน ชอบหาแพะรับบาป
   หมกมุ่นกับการหาวิธีโยนความผิ
ดให้ผู้อื่น แทนที่จะใช้เวลาในการพัฒนางานของตน
   คนประเภทนี้ ยากที่จะพัฒนาได้
   
   83. อยากเจริญก้าวหน้า ต้องทำตัวเหมือนคนกำลังขึ้นเขา

   คนเดินขึ้นภูเขา จะต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเสมอ
   เปรียบเสมือนคนอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งจะมีแต่คนรัก
   แต่คนเดินลงจากภูเขาจะเอนตั
วไปข้างหลัง เปรียบเสมือนคนเย่อหยิ่งจองหอง
   ซึ่งไม่มีใครชอบ ดังนั้น ถ้าต้องการให้มีคนรักและช่วยสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้

   ควรประพฤติตนเสมือนคนกำลังเดิ
นขึ้นเขา
   
   84. ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา วักน้ำเข้ามา น้ำไหลออกไป

   คนที่เป็นผู้ให้ มักได้รับสิ่งตอบแทนเสมอ
   อย่างน้อยก็ต้องได้ความรั
กและความชื่นชมจากผู้อื่น
   เปรียบเสมือนผลักน้ำออกไปจากตัว น้ำก็ยิ่งจะไหลเข้ามา
   แต่คนที่มีแต่ความโลภอยากได้
จากผู้อื่น กลับต้องเป็นผู้สูญเสีย
   ไม่ได้รับแม้แต่ความรั
กและความศรัทธา
   เปรียบเสมือนคนที่พยายามวักน้
ำเข้าหาตัว น้ำก็จะยิ่งไหลออกไป
  
   85. มีคู่แข่งได้ แต่ต้องไม่มีคู่แค้น
   การทำธุรกิจก็เหมือนการเล่นกีฬา ต้องมีคู่แข่ง มีผู้แพ้ผู้ชนะ แต่ต้องไม่มีคู่แค้น
   เพราะการมีคู่แค้นทำให้ธุรกิจนั
้นมัวหมอง ไม่สดใส ไม่มีอนาคต
  
   86. เกิดเป็นคน เงยหน้าต้องไม่อายฟ้า ก้มหน้าต้องไม่อายดิน
   คนเราเกิดมาอย่ามุ่งแต่
จะหาประโยชน์ใส่ตนจนกลายเป็นคนเอาเปรียบสังคม
   หรือ เบียดเบียนธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
  
   87. คบคนดี ไม่สร้างศัตรู
   การคบคนดีก็เหมือนการคบบัญฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
   การยอมกันสักนิดเพื่อไม่ต้องเป็
นศัตรูกันจะดี
   เพราะการมีศัตรูเป็นหนทางสู่
ความหายนะ


3. ประวัติ ความเป็นมาของ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)




บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
เริ่มก่อตั้งโดย ดร.เทียม โชควัฒนา ในปี พ.ศ. 2485
ภายใต้ชื่อ “เฮียบเซ่งเชียง” ที่ตรอกอาเนียเก็ง
ถนนทรงวาดด้วยเงินทุนเพียง 10,000 บาท โดยเริ่ม
จากการขายของเบ็ดเตล็ดที่สั่งซื้อจากฮ่องกง

ต่อมาได้ขยายกิจ การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจาก
ต่างประเทศในปี 2495 “เฮียบเซ่งเชียง” ได้เปลี่ยนชื่อ
เป็น บริษัท
สหพัฒนพิบูล จำกัด ด้วย ทุนจดทะเบียน
1 ล้านบาท

โดยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคนานาชนิดมาจำหน่าย
ต่อมาได้สร้างโรงงานโดยร่วมทุนกับบริษัท ไลอ้อน
ประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตยาสีฟ้น แชมพู ผงซักฟอก และ
ได้สร้างโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า

ความสำเร็จของผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น
และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่านั้น ทำให้
บริษัท
สหพัฒนพิบูล เริ่มขยายโรงงานไปที่ศรีราชา
และ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทยเป็นบริษัท มหาชนด้วยเงินทุน
จดทะเบียน 30 ล้านบาทในปีพ.ศ. 2521



ปัจจุบันบริษัท
สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ครอบคลุมทุกช่องทางการขายและมี เครือข่ายกว้างขวางที่สุดในประเทศ  รับผิดชอบในการกระจายสินค้า กว่า 600 รายการ ภายใต้ 90 แบรนด์สู่ครอบครัวคนไทย 





4. เกี่ยวกับเครือสหพัฒน์


บริษัท
สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นจุดเริ่มต้นของเครือสหพัฒน์ โดยเริ่มจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจ่ำหน่าย ต่อมาได้พัฒนาไปสู่การ เป็นผู้ผลิตสินค้าและเป็นตัวแทนจำหน่าย อีกทั้งยังมีการร่วมทุนกับต่างประเทศในการผลิตสินค้าและบริการ

ปัจจุบันเครือ
สหพัฒน์เติบใหญ่จนเป็นเครือ บริษัทของคนไทย ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง มีบริษัทในเครือกว่า 200 บริษัท และมีสินค้า และบริการเป็นที่รู้จักหลากหลายกว่า 30,000 รายการ จากกว่า 1,000 แบรนด์ที่จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

สินค้าส่วนใหญ่ในเครือ
สหพัฒน์ผลิตโดยตรงจากโรงงานในสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สวนอุตสาหกรรม ศรีราชา จ.ชลบุรี  สวนอุตสาหกรรม กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และสวนอุตสาหกรรมลำพูน จ.ลำพูน รวมพื้นที่ทั้งหมดถึง 6,000 ไร่ เครือสหพัฒน
์มีพนักงานรวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ 

บริษัทในเครือสหพัฒน์

 

 1. โลจิสติกส์และการจัดจำหน่ายสินค้า (LOGISTICS & DISTRIBUTION)


• BELLE MAISSON (THAILAND) CO., LTD.
• BETTER WAY (THAILAND) CO., LTD.
• I.C.C. INTERNATIONAL PLC.
• K R S LOGISTICS CO., LTD.
• MIT PATHANA HOMESHOPPING CO., LTD.
• O.C.C. PLC.
• SAHA PATHANAPIBUL PLC.
• TIGER DISTRIBUTION & LOGISTICS CO., LTD.
• UNIVERSE BEAUTY CO., LTD.
• WIEN CO., LTD.


2. เครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์สำหรับห้องน้ำ (COSMETICS & TOILETRIES)


• EF CO., LTD.
• GENERAL GLASS CO.,LTD.
• INTERNATIONAL LABORATORIES CORP.,LTD.
• MAKE UP TECHNIQUE INTERNATIONAL CO.,LTD.
• S&J INTERNATIONAL ENTERPRISES PLC.
• SAHA ASIA PACIFIC CO.,LTD.
• SHISEIDO PROFESSIONAL (THAILAND) CO.,LTD.
• THAI KAMAYA CO.,LTD.
• THAI HOOVER INDUSTRY CO.,LTD.
• THAI YUKILON CO.,LTD.
• TOP TREND MANUFACTURING CO.,LTD.
• U.B. CHEMICAL INDUSTRIES CO.,LTD.
• UNIQUE FASHION CO.,LTD.
• UNIQUE FASHION CO.,LTD.
• WILD LIVES (THAILAND) CO.,LTD.


3. เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที (ELECTRICAL PRODUCTS AND IT)


• KAI I.T. SERVICE CO., LTD.
• PLANET T&S CO., LTD.
• THAI SUMSUNG ELECTRONICS CO., LTD.
• UNIFAB EXPORT CO., LTD. (UNI - AIRE CORP.)


4. อาหารและเครื่องดื่ม (FOOD & BEVERAGES)


• KENMIN FOODS (THAILAND) CO., LTD.
• KEWPIE (THAILAND) CO., LTD.
• NISSIN FOODS (THAILAND) CO., LTD.
• NUBOON CO., LTD.
• NUTRITION HOUSE CO., LTD.
• OSOTH INTER LABORATORIES CO., LTD.
• PRESIDENT BAKERY PLC.
• SAHACHOL FOOD SUPPLIES CO., LTD.
• THAI FUJIYA CO., LTD.
• THAI PRESIDENT FOODS PLC.
• THAI Q.P. CO., LTD.


5. ผลิตภัณฑ์สำหรับเท้า (FOOTWEAR)


• ADVANTAGE FOOTWEAR CO., LTD.
• BANGKOK ATHLETIC CO., LTD.
• BANGKOK RUBBER PLC.
• BANGKOK RUBBER SAHARATTANA CO., LTD.
• BANGKOK TOKYO SOCKS CO., LTD.
• CHAINAT RUBBER CO., LTD.
• DYNAMIC POLYTECH CO., LTD.
• EXCELLENT RUBBER CO., LTD.
• FOOTWEAR TECH 1530 CO., LTD.
• HANKHA BANGKOK RUBBER CO., LTD.
• INNOVATION FOOTWEAR CO., LTD.
• INNOVATION NAKORNLUANG FOOTWEAR CO., LTD.
• INTERNATIONAL CURITY FOOTWEAR CO., LTD.
• INTERNATIONAL CURITY FOOTWEAR CO., LTD.(BRANCH 1)
• JONES & VINING (THAILAND) CO., LTD.
• KABINBURI PANASIA FOOTWEAR CO., LTD.
• MODERN TECHNOLOGY COMPONENT CO., LTD.
• NARAI BANGKOK RUBBER CO., LTD.
• NONGCHANG RUBBER CO., LTD.
• PAN ASIA BIOTECHNOLOGY CO., LTD.
• PAN ASIA FOOTWEAR PLC.
• PAN ASIA LEATHER CO., LTD.
• PAN ASIA PACIFIC CO., LTD.
• PANCOMP INTERNATIONAL CO., LTD.
• PAN LONG JOHN CO., LTD.
• PANPOLYTECHNIC CO., LTD.
• PAN RAYONG CO., LTD.
• PAN TECH MACHINERY CO., LTD.
• PAN TECH R&D CO., LTD.
• PEK ENGINEERING CO., LTD.
• PEK INDUSTRY CO., LTD.
• PERFORMANCE RUBBER CO., LTD.
• PF. INTERTECH CO., LTD.
• PHICHIT P.S.R. FOOTWEAR CO., LTD.
• PHIMAI FOOTWEAR CO., LTD.
• PONTEX (THAILAND) CO., LTD. & APHAKORN INDUSTRIES CO., LTD.
• P S R FOOTWEAR CO., LTD.
• RANGSIT FOOTWEAR CO., LTD.
• RANGSIT POLYMER CO., LTD.
• RATTANANKORN ENGINEERING CO., LTD.
• RAYONG BANGKOK RUBBER CO., LTD.
• SENA ENGINEERING CO., LTD.
• SUNGSHIN BANGKOK RUBBER CO., LTD.
• SUPHAN FOOTWEAR CO., LTD.
• THAI SUNG SHIN NEW MATERIAL CO., LTD.
• THANAKOM INJECTION CO., LTD.
• THE BANGKOK NYLON PLC.


6. เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย (GARMENT)


• BOUTIQUE NEWCITY PLC.
• CHAMP ACE CO.,LTD.
• NEWCITY (BANGKOK) PLC.
• PATTAYA MANUFACTURING CO.,LTD.
• PEOPLE'S GARMENT PLC.
• SUNRISE GARMENT CO.,LTD.
• THAI GUNZE CO.,LTD.
• THAI ELFE CO.,LTD.
• THAI ITOKIN CO.,LTD.
• THAI MONSTER CO.,LTD.
• THAI SPORTS GARMENT CO.,LTD.
• THAI TAKAYA CO.,LTD.
• TAHI WACOAL PLC.
• THANULUX PLC.


7. ผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือน (HOUSEHOLD PRODUCTS)


• H & B INTERTEX CO., LTD.
• LION CORPORATION (THAILAND) PLC.
• RAJA UCHINO CO., LTD.
• SHALDAN (THAILAND) LTD.
• THAI JANOME CO., LTD.


8. เครื่องหนัง (LEATHER GOODS)


• BOUTIQUE NEWCITY PLC.
• CHAMP ACE CO., LTD.
• FIVE STAR PLUS CO., LTD.
• INTERNATIONAL LEATHER FASHION CO., LTD.
• THANULUX PLC.
• TOTAL WAY IMAGE CO., LTD.
• MOLTEN (THAILAND) CO.,LTD. (SPORTING GOODS)


9. บริการ (SERVICES)


• BANPAN RESEARCH LABORATORY CO., LTD.
• BARNPAN ENGINEERING AND HOLDING CO., LTD.
• FAR EAST DDB PLC.
• MBTS BROKING SERVICES CO., LTD.
• PITAKKIJ CO., LTD.
• PTK MULTI SERVICES CO., LTD.
• SAHA PATAHNA INTER-HOLDING PLC.
• SIAM SAMSUNG LIFE INSURANCE CO., LTD.
• SIAM ZOKEI CO., LTD.
• SOMPO JAPAN INSURANCE (THAILAND) CO., LTD.
• SRIRACHA TRANSPORT CO., LTD.
• SRP ADVERTISING CO., LTD.
• SUKHATASANA CO., LTD.
• SUN 108 CO., LTD.
• THAI ARUSU CO., LTD.
• THAI BUNKA FASHION CO., LTD.
• THAI NANASAI CO., LTD.
• THAI SECOM PITAKKIJ CO., LTD.
• TREASURE HILL GOLF COURSE AND COUNTRY CLUB
• UCC UESHIMA COFFEE (THAILAND) CO., LTD.
• WASEDA EDUCATION (THAILAND) CO., LTD.
• WORLDCLASS RENT A CAR CO., LTD.


10. สิ่งทอ (TEXTILES)


• ERAWAN TEXTILE CO., LTD.
• GRAND STAR INDUSTAY CO., LTD.
• SAHA SEIREN CO., LTD.
• SSDC (TIGERTEX) CO., LTD.
• TEXTILE PRESTIGE PLC.
• THAI ASAHI KASEI CO., LTD.
• THAI NAXIS CO., LTD.
• THAI SAKAE LACE CO., LTD.
• THAI SHIKIBO CO., LTD.
• THAI STAFLEX CO., LTD.
• THAI TAKEDA LACE CO., LTD.


11. อื่นๆ (MISCELLANEOUS ITEMS)


• DAI - ICHI PACKAGING CO., LTD.
• FAMILY GLOVE CO., LTD.
• SUNCOLOR CO., LTD.
• THAI CUBIC TECHNOLOGY CO., LTD.



  ---------------------------
ที่มา:
1. http://www.sahapat.co.th

2. http://cyberblue.exteen.com/20081220/entry
3. http://moneymaker.fix.gs/index.php?topic=88.0

4. http://www.icc.co.th/wwwkun_nine/usedimage/learn/learn.htm
5. http://www.icc.co.th/wwwkun_nine/usedimage/bio/her_life.htm
6. http://board.palungjit.com
7. http://www.androidpit.com/en/android/market/apps/app/iMirai.DrTiam/DrTiam
---------------------------

2 comments:

  1. กำลังหาข้อมูลไปทำรายงานพอดีเลย ขอบคุณนะคะ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ดีใจที่เป็นประโยชน์ค่ะ
      ขอให้ประสบความสำเร็จนะคะคุณ Apinya Kanpai

      Delete